Close Menu
    Facebook X (Twitter) Instagram
    Facebook X (Twitter) Instagram YouTube
    Login
    ลาวสแควร์ลาวสแควร์
    • ห้องข่าว
    • ศูนย์ข้อมูล
      • จดทะเบียนสมรสไทยลาว
      • ประวัติบุคคลสองฝั่งโขง
      • ลงทะเบียนเข้าไทย Online
      • ลงทะเบียนเข้าลาว Online
        • ขาเข้า (Arrival)
        • ขาออก (Departure)
      • จองคิวรับรองเอกสารกงสุลไทย
    • ภาษาลาว
    • มีเดีย
      • ฟอนต์ลาว
      • อีบุ๊ก (E-Book)
      • อีด็อก (E-Doc)
      • อีฟอร์ม (E-Form)
    • Portfolio
      • งานออกแบบ
        • Graphics
        • 3D Graphics
        • Presentation
      • งานถ่ายภาพ
        • บุคคล
        • อีเว้นท์
        • กีฬา
        • สถาปัตยกรรม
      • งานผลิตวีดีโอ
      • งานบริหาร & Organize
    • ติดต่อเรา
      • บริการ
        • แปลเอกสารไทยลาว
      • ทีมตากล้อง
    ลาวสแควร์ลาวสแควร์
    หน้าแรก » Media » E-Book » จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ การเรียกร้องสิทธิชุมชนในป่าของกะเหรี่ยงบางกลอย

    จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ การเรียกร้องสิทธิชุมชนในป่าของกะเหรี่ยงบางกลอย

    ม.ค. 1, 2018Updated:พ.ย. 21, 20255 Views
    Facebook Twitter WhatsApp Email Copy Link
    จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่
    "ฉันลืมตามาป่าก็อยู่ตรงนั้น น้ำนมหยดแรกที่ฉันดื่มก็อยู่ตรงนั้น"
    ปู่โคอี้
    ปู่คออี้
    ผู้เฒ่าชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงแห่งป่าแก่งกระจาน

    จากปู่โคอี้

    นายคออี้ หรือโคดี้ มีมิ หรือที่คุ้นเคยในชื่อเรียก “ปู่คออี้” ผู้ที่ถือเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณ และสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน

    ปู่คออี้เกิดเมื่อ พ.ศ. 2454 บริเวณต้นน้ำภาชี ตําบลยางน้ำกลัดเหนือ อําเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี (เรียกบริเวณนั้นว่าบ้านใจแผ่นดิน) ปัจจุบันอายุ 107 ปี เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิม เป็นบุตรของนายมิมิ และนางพินอดี ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มีพี่น้องอีกจํานวน 5 คน (รวมปู่คออี้ เป็น 6 คน)

    ครอบครัวของปู่คออี้ เดินเท้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านบางกลอยบน บริเวณใจแผ่นดิน ปู่คออี้ดํารงชีวิตโดยการทําไร่หมุนเวียน ปลูกข้าว ต้นหมาก พริก ฟักแฟง แตงเปรี้ยว ฟักทอง พืชสวนครัว ฯลฯ

    ปู่คออี้แม้จะเกิดในบริเวณที่ถือเป็นผืนแผ่นดินไทยปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้ถูกรับรองทางทะเบียนราษฎรว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย เพราะเกิดก่อนที่พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456 และพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2499 จะใช้บังคับ อีกทั้งที่อยู่ดั้งเดิมตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทําให้ตกหล่นการสํารวจ และบันทึกรายการตัวบุคคล

    ปี พ.ศ. 2512-2513 ทางราชการได้มีการสํารวจการตั้งรกรากถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่บ้านบางกลอยบน ในครั้งนั้นนายอําเภอท่ายางได้แจกเหรียญให้แก่ชาวบ้านไว้เป็นที่ระลึก เป็นเหรียญเงินที่มีลักษณะด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และด้านหลังเป็นอักษรย่อจังหวัด พช. ระบุตัวเลขไทย ปู่คออี้ก็ได้รับเหรียญดังกล่าวด้วย

    ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2531 ศูนย์พัฒนา และสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรีได้เดินเท้า สํารวจประชากรชาวเขา ณ พื้นที่บริเวณบ้านใจแผ่นดิน บ้านบางกลอยบน ปู่คออี้ ได้รับการสํารวจ และบันทึกตัวบุคคลในทะเบียนสํารวจบัญชีบุคคลชาวเขา (ท.ร.ช.ข.) โดยเอกสารดังกล่าว เป็นหลักฐานยืนยันว่าปู่คออี้ เกิดที่จังหวัดเพชรบุรี อย่างไรก็ดีปัจจุบันปู่คออี้ ยังคงถือบัตร ประจําตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 (0-7608-xxxxx-xx-x)

    วิถีชีวิต และไร่หมุนเวียน

    กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดํารงชีวิตตามวิถีดั้งเดิมโดยทําการเพาะปลูกในลักษณะแบบ “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งถือเป็นจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงที่ปฏิบัติสืบทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน

    ไร่หมุนเวียนถือเป็นแกนหลักต่อการดํารงชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ (Ethnic Identity) ของกะเหรี่ยง ในขณะเดียวกันก็มีคุณูปการต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน ภาวะไร้สารพิษทางการเกษตร และการบรรเทาภาวะโลกร้อน

    โดยชาวกะเหรี่ยงจะปลูกข้าวไร่ และพืชสวนครัวไว้ในที่ดินแปลงเดียวกัน แต่จะปลูกข้าวไร่ และพริกเป็นหลักเพื่อเก็บบริโภคในครอบครัว ระบบเกษตรแบบ “ไร่หมุนเวียน” เป็นระบบเกษตรวัฒนธรรมที่ผสมระหว่างเกษตรและป่าไม้ โดยมีพลวัตของการจัดการและปรับตัวอย่างต่อเนื่องกับเงื่อนไขของระบบนิเวศ

    โดยการเปลี่ยนพื้นที่ไร่ซาก (ไร่แปลงเก่าที่หมุนเวียน) ให้เป็นพื้นที่ไร่ด้วยการตัด ฟัน โค่น และเพาะปลูก และทิ้งพื้นที่ให้มีการพักฟื้นในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาดุลยภาพของทรัพยากรดิน น้ำ และป่าเพื่อให้ทําเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง และครบวงจร ทั้งนี้การทําไร่หมุนเวียนจะไม่ใช้วิธีการใส่ปุ๋ย แต่จะใช้วิธีการเผาเศษซากหญ้าเพื่อให้กลายเป็นปุ๋ย และจะไม่ใช้วิธีการไถ พรวน หรือเปิดหน้าดิน หน้าดินจึงไม่ถูกกัดเซาะพังทลาย

    การทําไร่หมุนเวียนจะใช้ที่ดินสําหรับการเพาะปลูกประมาณ 4-5 แปลง จะหมุนเวียนเพาะปลูกประมาณ 1 ปีต่อ 1 แปลง เมื่อครบ 1 ปี ก็จะไปทําการเพาะปลูกในที่ดินแปลงถัดไปจนครบ 5 แปลง หรือจํานวนแปลงที่มี แล้วจึงกลับมาเริ่มต้นทําในแปลงแรกใหม่หมุนเวียนเป็นวงจร

    แปลงแรก ๆ ก็ถูกพักฟื้นราว ๆ 4 ปี การเพาะปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมในเวลาอันสั้น แต่ทิ้งให้ไร่พักฟื้นตัวในเวลายาวนาน ทําให้ที่ดินที่ไม่ได้ทําการเพาะปลูกได้รับการปรับสมดุลทางธรรมชาติ ทําให้ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพจะกลับฟื้นคืนมา

    ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

    ปู่คออี้รวมถึงชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจํานวนหนึ่ง ได้ตั้งรกรากถิ่นฐานบนพื้นที่สูงบริเวณลําห้วย เหนือแม่น้ำบางกลอย ที่ “บ้านบางกลอยบน ” ตําบลห้วยแม่เพรียง อําเภอแก่งกระจาน ” จังหวัดเพชรบุรี และที่ “บ้านใจแผ่นดิน” ตําบลยางน้ำกลัดเหนือ อําเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรีมาเป็นเวลานานกว่า 100 ปีนับแต่ครั้งบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน

    จัดว่าเป็น “ปกาเกอะญอ” (จกอว์ หรือสกอว์) ประกอบอาชีพทํา “ไร่หมุนเวียน” และยังมีการปลูกต้นทุเรียนป่าโบราณ ต้นหมาก ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีในบริเวณดังกล่าวด้วย บ้านบางกลอยบนตั้งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย – พม่าอยู่เหนือแม่น้ำบางกลอยบน ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี

    พื้นที่บริเวณแม่น้ำบางกลอยเป็นพื้นที่ที่มีลําห้วยมากมายนี้ มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จึงเป็นหมู่บ้านที่บรรพบุรุษของ ชาวกะเหรี่ยงแถบนี้เลือกที่จะตั้งรกรากถิ่นฐาน ผืนดินผืนป่าเหล่านี้ตกทอดมาสู่ลูกหลานในการ ทําอยู่ทํากินรุ่นต่อรุ่น จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “พื้นที่บรรพบุรุษ” ของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยบน

    บ้านใจแผ่นดินมีประชากรกะเหรี่ยงประมาณกว่า 100 คน หรือประมาณ 20 ครอบครัว ซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านนี้ถูกไล่รื้อ และเผาทําลายบ้านใน “ยุทธการตะนาวศรี” เช่นเดียวกัน ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านดังกล่าวจึงจําเป็นต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยน้ำหนัก ตําบลตะนาวศรี อําเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

    พื้นที่บ้านบางกลอยบน บ้านใจแผ่นดิน ก่อนที่ทางการจะประกาศให้เป็น “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ” อย่างเป็นทางการนั้น เดิมเป็นผืนป่าบริเวณนั้นเรียกว่า “ผืนป่าแก่งกระจาน” ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังเป็นผืนป่าที่เป็นต้นน้ำลําธารที่สําคัญของแม่น้ำบางกลอย, แม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำปราณบุรี โดยมีลําห้วยกว่า 100 ลําห้วย

    ปี พ.ศ. 2523
    กรมป่าไม้ (เดิม) ได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และได้มีมติเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2523 เห็นสมควร ให้ออกพระราชกฤษฎีกากําหนดที่ดินบริเวณดังกล่าว ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

    ปี พ.ศ. 2524
    ผืนป่าแก่งกระจานจึงได้รับการประกาศให้เป็น “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” อย่างเป็นทางการ เป็นอุทยานแห่งชาติลําดับที่ 28 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย

    วันที่ 20 เมษายน 2526 
    ได้ทําพิธีเปิดอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมในผืนป่าแก่งกระจาน ไม่ทราบว่ามีการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จึงไม่ได้ไปแจ้งขอกันพื้นที่

    เจ้าหน้าที่เริ่มอพยพชาวกะเหรี่ยงออกจากพื้นที่ดั้งเดิม

    ปี 2535
    เริ่มมีการพยายามอพยพชาวกะเหรี่ยงจากบ้านบางกลอยบนใจแผ่นดิน ลงมาอยู่ข้างล่างบริเวณบ้านโป่งลึก ตําบลห้วยแม่เพรียง อําเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพรชบุรี ซึ่งหัวหน้าอุทยานในตอนนั้น (นายสามารถ ม่วงไหมทอง) ได้มีการเจรจาให้ชาวบ้านลงมาก่อน โดยกล่าวต่อหน้าชาวบ้านเป็นการตกลงทางวาจาว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็จะให้กลับไปอยู่ ที่เดิม และภายใน 3 ปีแรกจะดูแลเรื่องอาหารและที่ดินให้

    ปี 2539
    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 29 และจังหวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกันจัดทําโครงการศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไข ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำลําธารอย่างถาวรของชาวไทยภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (โครงการย่อย) ตามโครงการดูแลรักษาป่าบริเวณ ป่าละอูบนและเขาพะเนินทุ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ (โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่) ได้ทําการอพยพกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงลงมา จํานวน 57 ครอบครัว ประมาณ 391 คน

    โดยมีการแบ่งพื้นที่จาก บ้านโป่งลึกเดิมแล้วตั้งเป็นหมู่บ้านบางกลอย หมู่ 1 ตําบลห้วยแม่เพรียง อําเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีให้ชาวบ้านที่อพยพ ลงมาได้อยู่อาศัย (การแบ่งพื้นที่มาจากชาวบ้านโป่งลึกทําให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่าง ชาวบ้านที่อยู่เดิม และชาวบ้านที่อพยพลงมาใหม่พอสมควร)

    โดยครั้งนั้นรัฐจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละประมาณ 7 ไร่ แต่มีบางครอบครัวที่ไม่ได้ (ประมาณ 7 ครอบครัว) ครอบครัวปู่คออี้ก็ถูกอพยพลงมาในช่วงดังกล่าวด้วย และไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ไม่มีที่อาศัยเป็นของตนเอง จึงกลับขึ้นไปยังบ้านเดิมที่บางกลอยบน

    นอกจากนี้ที่ดินส่วนใหญ่ที่ได้รับจัดสรร ไม่สามารถทําไร่หมุนเวียนปลูกข้าวไร่ ได้ตามวิถีเดิม เพราะที่ดินเป็นดินลูกรัง เพาะปลูกพืชไม่ได้ ปัจจุบันที่ดิน ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกล้วย

    ปี 2545
    มีการอพยพชาวบ้านลงมาอีกประมาณ 20 ครอบครัว ซึ่งผู้ที่ถูกอพยพลงมาชุดหลังนี้ไม่ได้รับจัดสรรที่ดิน ผลจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับชุมชนดั้งเดิม และการอพยพลงมาใน พื้นที่ใหม่ทําให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางส่วนไม่มีที่ดิน และบางส่วนแม้จะได้รับจัดสรรที่ดินแต่ก็เป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้

    ทําให้พวกเขาจําเป็นต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ทํางานอื่นเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวมาบริโภค ซึ่งรัฐเองก็พยายามจะไม่ให้ชาวบ้านกลับขึ้นไปอยู่ที่เดิม จึงมีโครงการต่าง ๆ มากมายเข้าไปส่งเสริมอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่

    อย่างไรก็ดีชาวบ้านบางส่วนได้อพยพกลับถิ่นฐานเดิมที่บางกลอยบน – ใจแผ่นดิน เพราะไม่สามารถทนอยู่ในสภาพดังกล่าวได้ และต้องการทําไร่หมุนเวียนตามวิถีเดิม

    ยุทธการตะนาวศรี

    “โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทย-พม่า” หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ยุทธการตะนาวศรี” มีขึ้นเพื่อดําเนินการผลักดันและจับกุมชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ บริเวณลําห้วยเหนือแม่น้ำบางกลอย ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ (1) บ้านบางกลอยบน (2) บ้านใจแผ่นดิน ซึ่งโครงการมีการดําเนินการ 6 ครั้ง ดังนี้

    ครั้งที่ 1: วันที่ 25-28 เมษายน 2553 ปฏิบัติการในพื้นที่บริเวณลําห้วยเหนือแม่น้ำ บางกลอย ที่ “บ้านบางกลอยบน และเหนือแม่น้ำภาษีที่ “บ้านใจแผ่นดิน” โดยเจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการนํากําลังเข้าเจรา และผลักดัน โดยมีการสนธิกําลังของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่ทหาร ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ

    ครั้งที่ 2: วันที่ 19-23 สิงหาคม 2553 ปฏิบัติการเจรจาและผลักดันในพื้นที่บริเวณลําห้วย เหนือแม่น้ำบางกลอย “บ้านบางกลอยบน มีการประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนอากาศยานบินตรวจสภาพป่ามีเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติการ

    ครั้งที่ 3: วันที่ 21-24 เมษายน 2554 ปฏิบัติการเจรจาและผลักดันในพื้นที่บริเวณลําห้วย เหนือแม่น้ำบางกลอย “บ้านบางกลอยบน มีการประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนอากาศยานบินตรวจสภาพป่ามีเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติการ

    ครั้งที่ 4: วันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 ปฏิบัติการผลักดัน และเผาทําลายบ้าน และยุ้งฉางในพื้นที่บริเวณลําห้วยเหนือแม่น้ำบางกลอย
    “บ้านบางกลอยบน” โดยดําเนินการปฏิบัติการ เข้าตรวจพื้นที่ภายหลังปฏิบัติการอีกครั้งในวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ เข้าร่วมปฏิบัติการจํานวนทั้งสิ้น 110 คน

    ครั้งที่ 5: วันที่ 23-26 มิถุนายน 2554 ปฏิบัติการผลักดัน จับกุม และเผาทําลายบ้านในพื้นที่บริเวณลําห้วยเหนือแม่น้ำบางกลอย
    “บ้านบางกลอยบน” มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมปฏิบัติการจํานวนทั้งสิ้น 158 คน

    ครั้งที่ 6: วันที่ 11-15 กรกฎาคม 2554 ปฏิบัติการพื้นที่บ้านบางกลอยบน โดยการสนธิกําลังของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
    เพื่อปฏิบัติการเข้าไปตรวจสอบอีกครั้งว่า ชาวกะเหรี่ยงได้มีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ออกจากพื้นที่แล้วหรือไม่

    เหตุการณ์เผาบ้าน ยุ้งฉางข้าว

    ในการปฏิบัติการ “ยุทธการตะนาวศรี” ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นได้มายังบ้านของปู่คออี้ และชาวกะเหรี่ยงคนอื่น ๆ มีคําสั่งโดยไม่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ปู่คออี้ออกจากบ้านที่อาศัยอยู่มานับแต่เกิด โดยกล่าวหาว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เป็นผู้บุกรุกทําลายป่า ไม่มีสิทธิอาศัยทํากินในป่าแก่งกระจาน

    ปู่คออี้ได้ปฏิเสธโดยบอกว่าไปไหนไม่ได้ตามองไม่เห็น แต่เจ้าหน้าที่ก็พยายามจะให้ออกจากบ้าน และนําตัวไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ในระหว่างนั้นปู่คออี้ได้ขอร้องกับเจ้าหน้าที่ว่าขอเก็บของ และทรัพย์สินในบ้านเพื่อนําติดตัวลงมาด้วย และอย่าทําลายยุ้งฉางของตน
    แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้นําทรัพย์ใดติดตัวลงมาเลยมีเพียงเสื้อผ้าชุดเดียวที่สวมใส่เท่านั้น และภายหลังได้ทราบว่าบ้าน และทรัพย์สินในบ้านถูกเผาทั้งหมด อีกทั้งยุ้งฉาง และข้าวในยุ้งฉางถูกเจ้าหน้าที่รื้อด้วย

    นอกจากการเผาบ้าน และทรัพย์สินของปู่คออี้แล้ว ยังมีข้อมูลปรากฏในภายหลัง ว่าเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมที่เกิด และอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านใจแผ่นดิน ออกไปจากบ้าน และเข้ารื้อ ทําลาย เผาบ้านที่สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตะคร้อ อีกประมาณ 98 หลัง ทรัพย์สินในบ้าน ยุ้งฉาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้าน และทรัพย์สินอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย

    เหตุการณ์เผาบ้าน และยุ้งฉางครั้งนั้น เป็นเหตุให้ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่ได้รับความเสียหายจํานวน 6 คน นําโดยปู่คออี้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2555

    ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อมได้อ่านคําพิพากษา ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 6 ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และมีการล่าสัตว์ถือว่า กระทําความผิดตามมาตรา 16 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504

    ส่วนการรื้อถอนด้วยวิธีเผาทําลายเพิ่งพัก และยุ้งฉาง ศาลตัดสินว่าเป็นการดําเนินการที่ถูกต้อง เหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วน และตามควรแก่กรณี แต่ในส่วนของเครื่องใช้ในครัวเรือน และสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว เป็นสิ่งของที่จําเป็นจะต้องมีไว้ใช้ในชีวิตประจําวันของทุกคน สิ่งของในลักษณะดังกล่าวนี้ไม่ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งต้องห้าม อยู่ในวิสัยที่เจ้าหน้าที่จะทําการเก็บรวบรวมทรัพย์สิน แล้วนํามาเก็บรักษาเพื่อประกาศให้เจ้าของ หรือผู้ครอบครอง มาติดต่อขอรับคืนในภายหลัง หรือจัดเก็บแยกออกจากสิ่งก่อสร้างที่จะเผาทําลายได้

    แต่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่กลับมิได้ดําเนินการดังกล่าว โดยศาลให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กําหนดค่าสินไหมทดแทนสําหรับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นเงินจํานวน 5,000 บาท และกําหนดค่าสินไหมทดแทนสําหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับของใช้ส่วนตัวของผู้ที่อาศัยอยู่ ในเพิงพักแต่ละคนรวมกันอีกเป็นเงินจํานวน 5,000 บาท รวมชดใช้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 แต่ละคนเป็นเงินคนละจํานวน 10,000 บาท

    ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างพิจารณา

    ถึงบิลลี่

    นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตําบลห้วยแม่เพรียง มีฐานะเป็นหลานของปู่คออี้ ผู้นําทางจิตวิญญาณของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน

    บิลลี่เป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญในการปกป้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดินที่ถูกเผาบ้าน และบังคับให้ต้องจากแผ่นดินเกิด เพราะนโยบายการอนุรักษ์ที่มองไม่เห็นชีวิตของผู้คน บิลลี่ได้ทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความในคดีที่ปู่คออี้ และชาวกะเหรี่ยงบางกลอยอีก 5 คน ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต่อศาลปกครองกลาง จากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้ารื้อทําลาย เผาบ้านเรือน และทรัพย์สินของชาวบ้านชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ที่บ้านบางกลอยบนใจแผ่นดินเมื่อเดือน พฤษภาคม 2554

    ในช่วงที่บิลลี่หายตัวไปเป็นช่วงที่กําลังมีการเตรียมข้อมูลเพื่อต่อสู้คดีดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเตรียมถวายฎีกาเพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรม

    วันที่ 17 เมษายน 2557 บิลลี่ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีเหลืองกลับออกจาก บ้านบางกลอย มุ่งหน้าออกจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานราว ๆ ห้าโมงเย็น ก็ขับมาถึงบริเวณ ด่านเขามะเร็ว แล้วบิลลี่ก็ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ประจําด่านควบคุมตัวไว้ โดยอ้างว่าบิลลี่มีน้ำผึ้งป่า ไว้ในครอบครอง

    เจ้าหน้าที่ได้ยึดรถจักรยานยนต์ และน้ำผึ้งป่าเป็นของกลาง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้นําตัวบิลลี่ พร้อมของกลางขึ้นรถกระบะ ขับออกไปถึงบริเวณแยกหนองมะค่า นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้นได้ทําการตักเตือน และปล่อยตัวบิลลี่ไปพร้อมของกลาง เพราะเห็นว่าเป็นข้อหาไม่ร้ายแรง

    นี่เป็นถ้อยคําของเจ้าหน้าที่ ที่ให้ไว้ในศาลจังหวัดเพชรบุรี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีไต่สวนการควบคุมตัวโดยมิชอบ อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงคํากล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ และยังมีความคลุมเครืออยู่ นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่าหลักฐานบันทึกการจับกุม และปล่อยตัวแต่อย่างใด

    นับตั้งแต่ 17 เมษายน 2557 จนกระทั่งปัจจุบัน ครอบครัวของบิลลี่ และองค์กรต่าง ๆ ทั้งใน และระหว่างประเทศได้พยายามเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องให้รัฐทําการค้นหาความจริง และนําคนผิดมาลงโทษ

    แต่ผ่านไป 4 ปี ความความจริงที่น่าจะต้องถูกคลี่คลายได้กลับเลือนหายไปตามกาลเวลา กระบวนการยุติธรรมที่เป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยคืนความจริง และความยุติธรรมกลับดําเนินการไม่คืบหน้ามากนัก การสืบสวนสอบสวนหาตัวบิลลี่ และการดําเนินคดี ฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวกับการทําให้บิลลี่หายไปนั้นยังคงหยุดอยู่ที่ชั้นสอบสวน

    ส่วนการดําเนินการของสํานักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่รับไม้ต่อมาจากตํารวจให้ดําเนินการกับนายชัยวัฒน์ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ก็ยังต้องรอผลต่อไป ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะชี้มูลออกมาในแนวทางใด

    แหล่งที่มาของข้อมูล

    – คําพิพากษาในคดีหมายเลขดําที่ ส. 58/2555 หมายเลขแดงที่ ส. 660 /2559 ระหว่าง นายโคอิ หรือโคดี้ มีมิ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คนผู้ฟ้องคดี กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ 1 และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับ การกระทําละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อํานาจตามกฎหมาย

    – บันทึกการสอบข้อเท็จจริง โดยสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

    – บันทึกถึงปู่โคอี้-กะเหรี่ยงดั้งเดิมแห่งบ้านบางกลอย (แก่งกระจาน) โดยดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล เผยแพร่ในสํานักข่าวชายขอบ : http://transbordernews.in.th/home/?p=14716

    ดาวน์โหลด E-Book

    Icon
    จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ การเรียกร้องสิทธิชุมชนในป่าของกะเหรี่ยงบางกลอย
    ขนาดไฟล์: 115.2 MB ดาวน์โหลดแล้ว: 106 ครั้ง
    Download

    Related

    E-Book ไทย กะเหรี่ยงบางกลอย บิลลี่ ปู่โคอี้ สิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน
    Share. Facebook Twitter Email WhatsApp Copy Link

    โพสต์ ที่เกี่ยวข้อง

    พรรณไม้ไทย-ลาว สองฝั่งโขง

    พ.ย. 1, 20232 Views

    คู่มือภาคปฏิบัติสำหรับประชาสังคม พื้นที่ประชาสังคม และระบบสิทธิมนุษยชนของ UN

    ม.ค. 1, 202312 Views

    คู่มืออาสาสมัคร นักสิทธิมนุษยชนหญิงรุ่นใหม่ ใน จ.ชายแดนใต้

    ธ.ค. 8, 20223 Views

    Laosquare Services

    เว็บแหล่งข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ด้านเศรษฐกิจ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ สำหรับคนไทยใช้ชีวิตอยู่ใน สปป.ลาว และคนลาวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

    Facebook X (Twitter) YouTube WhatsApp
    โพสต์ล่าสุด

    วิธีต่อวีซ่าติดตามสามีไทย จาก 3 เดือนเป็น 1 ปีทำอย่างไร?

    ธ.ค. 10, 202551 Views

    ฟอนต์ ลาว สีวิไล (Lao Sivilay)

    พ.ย. 18, 202567 Views

    ฟอนต์ ลาว สีพันดอน (Lao Siphandon)

    พ.ย. 18, 202560 Views
    โพสต์ยอดนิยม

    เพลงชาติประเทศลาว พร้อมเนื้อร้องแปลภาษาลาว เป็นภาษาไทย (คาราโอเกะ)

    ธ.ค. 6, 20236,504 Views

    เพลงชาติประเทศไทย พร้อมเนื้อร้องแปลภาษาไทย เป็นภาษาลาว (คาราโอเกะ)

    พ.ค. 19, 20245,773 Views

    ฟอนต์ โนโต ซานส์ ลาว (Noto Sans Lao)

    ธ.ค. 1, 20235,146 Views

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.

    Sign In or Register

    Welcome Back!

    Login below or Register Now.

    Continue with Google
    Lost password?

    Register Now!

    Already registered? Login.

    Continue with Google

    A password will be e-mailed to you.